การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

                                               บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับศัตรูพืช

ตาแมลงวัน

1.    ความหมายและความสำคัญของศัตรูพืช

จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบายความหมายและความสำคัญของศัตรูพืชได้
  2. อธิบายความเสียหายที่เกิดจากศัตรูพืชได้
  3. จำแนกศัตรูพืชได้

     เพราะพืชเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก จึงทำให้อะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อพืชไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมสร้างปัญหาให้กับความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติทั้งสิ้น และในปัจจุบันการทำการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ที่มีพืชพรรณหลากหลายมีความแข็งแรง ความอ่อนแอต่อสิ่งมีชีวิตอื่นรอบข้างแตกต่างกัน สิ่งมีชีวิตที่ใช้พืชเป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่วางไข่หรือที่หลบภัยของตัวอ่อน โดยพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเจริญของพืชโดยตรง หรือลดคุณภาพ ลดมูลค่าส่วนที่มนุษย์ใช้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นถูกจัดเป็นศัตรูพืชทั้งสิ้น ศัตรูพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจเป็นพืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อพืช ผลิตผลของพืชและผลิตภัณฑ์ของพืช  สามารถสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรและผลผลิตโดยรวมของประเทศ  เกิดสภาพการสะสมสารพิษในระบบการเกษตร ศัตรูพืชที่สำคัญได้แก่ แมลงศัตรูพืช โรคพืช วัชพืชและสัตว์ศัตรูพืช

1.1 ความหมายของศัตรูพืช

       นิยามความหมายของ  “ศัตรูพืช (pest) ” อ้างตามนิยามศัพท์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มกอช.9041-2549) ได้ให้ความหมายของ “ศัตรูพืช” ว่าหมายถึง ชนิด สายพันธุ์ของพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชหรือผลิตผลของพืชและผลิตภัณฑ์ของพืช  ศัตรูพืช

จะต้องเป็นสิ่งที่มีชีวิตโดยมาอาศัยเกาะกินต้นพืชเป็นอาหาร ทำให้พืชมีการเจริญเติบโตผิดปกติหรืออาจส่งผลให้คุณภาพของผลิตผลด้อยปริมาณหรือด้อยคุณภาพลงไป

1.1  ความสำคัญของศัตรูพืช

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลผลิตการเกษตรมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการทำลายของศัตรูพืช  ในการดำเนินการใดๆก็ตามเพื่อลดความสูญเสียอันเนื่องมาจากศัตรูพืช ย่อมส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายน้อยลงทั้งสิ้น  ทั้งนี้ย่อมส่งผลต่อผลผลิตโดยรวมของประเทศนั้นๆด้วย ยังผลที่ตามมาคือรายได้ของประชากรที่ลดลง  สภาพการกินดีอยู่ดี  รวมถึงระดับการพัฒนาทางการศึกษาของประชากรในพื้นที่ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการพัฒนาชาติโดยรวมทั้งสิ้น

   2.    ความเสียหายที่เกิดจากศัตรูพืช

ความเสียหายของผลิตผลการเกษตรที่เกิดจากศัตรูพืช  แบ่งได้เป็น 2   ลักษณะ คือ

 ความเสียหายโดยตรงและความเสียหายโดยอ้อม

2.1 ความเสียหายโดยตรง

เป็นความเสียหายที่สามารถประเมินได้ด้วยสายตา  เช่น ต้นแคระแกร็นลงกว่าเดิม  น้ำหนักเบากว่าปกติ  ผลเน่าช้ำ   ใบมีร่องรอยกัดแหว่ง  ดอกหลุดร่วง เป็นต้น ความเสียหายที่เกิดโดยตรงอีกประการหนึ่งคือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การต้องลงทุนเพิ่มในการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช   สารกำจัดวัชพืช  ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในการปลูกพืชใหม่ทดแทนพืชเดิมที่ตาย หรือการลดราคาผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ 

           2.2  ความเสียหายโดยอ้อม

                   เป็นความเสียหายที่มิได้เกิดกับผลผลิตหรือส่วนที่เกษตรกรผลิตเพื่อจำหน่ายโดยตรง  เช่น  ใบของพริกที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายส่งผลให้ต้นแคระแกร็น ไม่ติดผลหรือติดผลแต่ผลเล็ก ไม่ได้น้ำหนัก   รากของกระเจี๊ยบเขียวที่ถูกไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลายตั้งแต่

ระยะเริ่มปลูก จะทำให้ต้นแคระแกร็นและไม่ติดฝัก

          ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 2  ลักษณะ ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหารของพื้นที่นั้นๆ และส่งผลต่อการพัฒนาของคนในประเทศนั้นด้วย

1.    การจำแนกศัตรูพืช

ปัจจุบันสามารถจำแนกศัตรูพืช ได้เป็น  4  กลุ่ม คือ

1.1  แมลงศัตรูพืช 

1.2  โรคพืช          

1.3  วัชพืช

1.4  สัตว์ศัตรูพืช  

             กลุ่มที่ 1  แมลงศัตรูพืช 

         แมลงเป็นสัตว์  6 ขา  ที่มีวิวัฒนาการมายาวนานพร้อมกับการกำเนิดโลก และเป็นสัตว์ที่มีจำนวนชนิด (species)  มากที่สุดในโลกด้วย  โดยที่สัตว์ทุกชนิดในโลกนี้มีอยู่ประมาณ 1 ล้าน 2 แสนชนิด โดยจัดอยู่ในกลุ่มแมลงประมาณ 1 ล้านชนิด และคาดว่ายังมีมากกว่านี้อีก แต่ยังไม่มีผู้ค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงขนาดเล็กในดิน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับพืชที่มีอยู่เพียงประมาณ 5 แสนชนิดเท่านั้น  และการที่ธรรมชาติสร้างมาให้แมลงเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก มีความว่องไวสูง มีพฤติกรรมหลบซ่อนตัวและความสามารถในการแพร่พันธุ์ได้ครั้งละมากๆ ทำให้แมลงยังคงเป็นสัตว์คู่โลกต่อไป  ทั้งนี้จากการสำรวจในปัจจุบันพบว่าแมลงที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมีมากกว่า  9  แสนชนิดหรือ  90  เปอร์เซ็นต์ของแมลงทั้งหมด ดังนั้นกลุ่มแมลงศัตรูพืชจึงมีเพียงไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

          แมลงศัตรูพืชมีความสามารถในการทำลายพืชและผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ การกัดกินใบโดยตรงในขณะที่ยังไม่เป็นตัวเต็มวัย (หนอน)  หรือดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ  ยอดอ่อน เช่น  เพลี้ยอ่อน วางไข่ในเมล็ดพืชหรือผลไม้ เพื่อเป็นแหล่งอาหารและเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับตัวอ่อน  เช่น แมลงวันทองผลไม้  บางชนิดกัดกินส่วนใต้ดินของพืช เช่น  ปลวก  แมงกระชอน  นอกจากนี้แมลงศัตรูพืชบางชนิดสามารถเป็นพาหะของโรคพืชบางชนิดได้ เช่น   โรคใบด่างจุดวงแหวนของมะละกอ ไวรัสเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญโดยโรคจะแสดงอาการบนลำต้น  อาการด่างบน และถ้าโรคแสดงความรุนแรงจะพบว่าเนื้อใบถูกทำลาย เปลี่ยนรูปไป ใบเป็นรูปเรียวเล็กคล้ายเชือกผูกรองเท้า ซึ่งเรียกอาการนี้ว่าอาการ shoestring ส่วนผลจะให้อาการด่างเป็นวงๆเห็นขอบวงชัดเจนและเมื่อผ่าเนื้อในผลจะพบว่าเนื้อในเป็นไตแข็ง มีรสขม โรคนี้มีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะของโรค

 เพลี้ยอ่อนสีแดงเพลี้ยอ่อนสีเหลือง หนอนคืบกะหล่ำโรคใบด่างวงแหวนมะละกอ

            กลุ่มที่  2  โรคพืช 

          โรคพืชหรือพืชที่แสดงอาการโรค ได้แก่  ใบเป็นแผลไหม้หรือเป็นจุด ใบด่าง  ผลเป็นแผลสะเก็ดหรือที่เรียกว่าโรคแคงเกอร์ ซึ่งเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อสามารถเข้าทำลายทุกส่วนของพืชได้ พบมากในพืชตระกูลส้ม มะนาว   อาการเน่าของผล รากหรือหัวเน่า  รากเป็นปุ่มปม  เมล็ดเล็กลีบหรือมีเมล็ดบวมพอง เช่น อาการโรคราเขม่าดำของข้าวโพด  

            อาการโรคแคงเกอร์บนผลมะนาวราเข่ม่าดำบนฝักข้าวโพด

ปัจจุบันได้มีการศึกษาเชื้อจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืช โดยแบ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา  โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  โรคที่เกิดจากไวรัส โรคที่เกิดจากไฟโตพลาสมา  โรคที่เกิดจากไส้เดือนฝอยศัตรูพืช ทั้งนี้อาจแบ่งเป็นโรคพืชที่เกิดกับกลุ่มพืชเป็นหลัก เช่น โรคพืชที่เกิดกับไม้ผล โรคพืชที่เกิดกับผัก โรคพืชที่เกิดกับไม้ดอกไม้ประดับ  ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแบบใดก็ตาม จุดประสงค์ของการแบ่งล้วนแต่เป็นการศึกษาเพื่อมุ่งหวังเพื่อให้ได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคเพื่อจะได้ดำเนินการป้องกันกำจัดโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับพืชได้ ได้แก่ การที่ได้รับสารอาหารที่ไม่สมดุล  สภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ เช่น เกิดมลภาวะ อากาศเป็นพิษ  อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปหรือ สภาพการขาดน้ำหรือน้ำท่วม สภาพดินเป็นกรดหรือมีเกลือสูง   สาเหตุเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นสาเหตุที่ไม่มีชีวิตจึงไม่จัดเป็นศัตรูพืชแต่จัดเป็นสาเหตุที่สร้างความผิดปกติและสร้างความเสียหายให้กับพืช   ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกพืชควรมีความรู้ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับพืชปลูกด้วย

กลุ่มที่ 3 วัชพืช 

              วัชพืชเป็นพืชที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปสภาพในธรรมชาติและในสภาพแปลงปลูกที่ขาดการดูแล (ภาพที่ 1.8) และมักถูกเรียกว่ารวมว่าเป็นหญ้า  ซึ่งที่จริงแล้ววัชพืชเป็นกลุ่มพืชที่หลากหลาย โดยอาจแบ่งได้เป็นวัชพืชใบแคบ  วัชพืชใบกว้าง วัชพืชกลุ่มสาหร่าย  กลุ่มเฟิร์น หรือจัดเป็นกลุ่มตามชีพจักร ได้แก่ วัชพืชปีเดียวและวัชพืชหลายปี หรือจัดกลุ่มตามสภาพนิเวศที่เหมาะสมต่อการเจริญ  เช่น วัชพืชบก วัชพืชน้ำ  วัชพืชลอยน้ำ  วัชพืชใต้น้ำ  ซึ่งวัชพืชเหล่านี้มีความสามารถในการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว มีความสามารถสูงในการแย่งน้ำ แย่งอาหารจากพืชหลัก  วัชพืชบางชนิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรูพืชและเป็นแหล่งสะสมของโรคพืชได้  นอกจากวัชพืชที่มีอยู่ดั้งเดิมในพื้นที่แล้วยังพบการระบาดของวัชพืชต่างถิ่นซึ่งมีการแพร่ระบาดทั้งโดยวิธีธรรมชาติ เช่น กระแสลม กระแสน้ำ และมีการนำเข้าจากต่างประเทศโดยผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์นำมาเลี้ยงและปล่อยลงในสภาพธรรมชาติ เช่น ผักตบชวา ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำประเภทข้ามปีที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้

 ต้นฝอยทองเกาะห้อยเป็นเส้นสีเหลืองบนไม้ยืนต้นสภาพแปลงปลูกพริกที่ขาดการกำจัดวัชพืช

กลุ่มที่  4 สัตว์ศัตรูพืช 

          สัตว์ศัตรูพืชเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีการใช้ชีวิตที่จำเป็นต้องใช้พืชในการดำรงชีวิต ได้แก่ นก หนู ค้างคาว ปู หอยทาก หอยเชอรี่  นอกจากนี้ยังมีพวกกระรอก หมูป่าหรือแม้แต่ช้างป่า ซึ่งเข้าทำลายผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรที่มีพื้นที่การเพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งมีจำนวนชนิดน้อยกว่าแมลงศัตรูพืชมาก แต่สามารถสร้างความเสียหายได้ในพื้นที่กว้างและผลการทำลายมากกว่า  บางชนิดเป็นสัตว์ศัตรูพืชข้ามถิ่น เช่น หอยเชอรี่ ซึ่งกินพืชที่มีลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิด เช่น สาหร่าย ผักบุ้ง ผักกะเฉด แหน ต้นกล้าข้าว โดยเฉพาะต้นข้าวในระยะกล้าและที่ปักดำใหม่ๆไปจนถึงระยะแตกกอ หอยเชอรี่ชอบกินต้นข้าวในระยะกล้าที่มีอายุประมาณ 10 วันมากที่สุด โดยเริ่มกัดส่วนโคนต้นที่อยู่ใต้น้ำเหนือจากพื้นดิน 1-1.5 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมด  ใช้เวลากินทั้งต้นทั้งใบนานประมาณ 1-2 นาที (ภาพที่ 1.9) ซึ่งปัจจุบันมีการแก้ปัญหาทั้งที่นำมาใช้ประโยชน์ด้วยการเป็นอาหารสัตว์แล้ว ยังพบว่ามีการนำมาทำเป็นส่วนผสมของปุ๋ยน้ำชีวภาพด้วย เกษตรกรมีการจัดการกับสัตว์ศัตรูพืช เช่น ใช้บ่วงดัก ดักด้วยตาข่าย หรือวางเหยื่อพิษ เป็นต้น

กลุ่มไข่หอยเชอร์รี่สีชมพูเกาะบนพงหญ้าใกล้แหล่งน้ำหอยเชอร์รี่ตัวเต็มวัย

 สิ่งมีชีวิต  4  กลุ่มที่เป็นศัตรูพืช ได้แก่ แมลงศัตรูพืช โรคพืช วัชพืชและสัตว์ศัตรูพืช เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างความเสียหายต่อพืชทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  แมลงศัตรูพืชเป็นศัตรูพืชที่สามารถทำลายพืชได้เกือบทุกระยะของการเจริญเติบโต เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุโรคพืช เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ไฟโตพลาสมา ฯลฯ เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถเข้าทำลายพืชโดยทำให้พืชแสดงอาการของโรคและสร้างความเสียหายให้เกิดกับพืชและผลผลิต  วัชพืชเป็นพืชที่มีการเจริญเบียดเบียนพืชหลัก และสัตว์ศัตรูพืชเป็นสิ่งมีชีวิตขั้นสูงที่มีการใช้ชีวิตด้วยการอาศัยพืช ผลผลิตของพืชเป็นอาหารหรือที่อยู่อาศัย  

บทที่  2 

แมลงศัตรูพืช

      จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบายความสำคัญของแมลงศัตรูพืชได้
  2. อธิบายลักษณะทั่วไปของแมลงศัตรูพืชได้
  3. จำแนกหมวดหมู่แมลงศัตรูพืชได้
  4. อธิบายความเสียหายที่เกิดจากแมลงศัตรูพืชได้
  5. อธิบายวิธีการสำรวจเพื่อประเมินและวิเคราะห์ความเสียหายที่เกิดจากแมลงศัตรูพืช
  6. อธิบายหลักการและแนวทางการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชได้

    แมลงศัตรูพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกลุ่มของแมลงที่ร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อกและท้อง มีโครงสร้างแข็งห่อหุ้มร่างกาย  สามารถแพร่กระจายได้ทั่วทุกแหล่งที่เป็นพื้นที่เพาะปลูก  แมลงศัตรูพืชสร้างความเสียหายให้กับพืชทั้งที่อยู่ในสภาพแปลงปลูกและผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว  การเลือกแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เหมาะสม เป็นความจำเป็นของเกษตรกรผู้ปลูก และผู้เก็บรักษาผลผลิตการเกษตร

1. ความสำคัญของแมลงศัตรูพืช

     แมลงศัตรูพืชสร้างความเสียหายให้กับพืชทั้งในสภาพแปลงปลูก เช่น เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เช่น  มอดข้าวสาร

มอดแป้ง  เป็นต้น    ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากแมลงศัตรูพืช ได้แก่

               1. แมลงศัตรูพืชเข้าทำลายพืชในสภาพแปลงปลูก อาจเกิดความเสียหายได้ทั้งปริมาณและคุณภาพซึ่งเกิดจากการกัดกินพืชเป็นอาหาร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดหรือบางครั้งสร้างความเสียหายทั้งแปลงปลูก ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต

ได้ เช่นไรแดงทำลายกล้าไม้  หนอนกระทู้ดอกดาวเรือง  เพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและลำต้นถั่ว  เป็นต้น

   2. แมลงศัตรูผลผลิตพืชในโรงเก็บ เป็นแมลงที่ทำลายผลผลิตพืชที่เก็บเกี่ยวมาจากแปลงหรือผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปแล้ว  โดยเฉพาะธัญพืช โดยทำให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ สูญเสียน้ำหนักและชักนำให้จุลินทรีย์ชนิดอื่นเข้าทำลายซ้ำ แมลงศัตรูพืชในกลุ่มนี้ ได้แก่ มอดแป้ง  ผีเสื้อข้าวสาร ด้วงงวงข้าวโพด  เป็นต้น

 3. แมลงศัตรูพืชที่เป็นพาหะโรคพืชบางชนิด  โดยในขณะที่แมลงเข้าทำลายพืช เชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่สามารถดำรงชีวิตได้ในตัวแมลง ยังสามารถก่อให้เกิดโรคกับพืชหรือสร้างความผิดปกติในพืชได้ เช่น ไวรัสโรคใบจุดวงแหวนมะละกอ (papaya ring spot)  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำให้เกิดโรคจู๋ในข้าว โรคใบหดยาสูบที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ เป็นต้น

         2. ลักษณะทั่วไปของแมลง

                    แมลงมีผนังลำตัวเป็นแผ่นแข็งซึ่งเป็นสารประกอบของไคติน ผนังลำตัวที่แข็งห่อหุ้มโครงสร้างภายในทำให้สามารถคงรูปร่างได้เหมือนมีกระดูกอยู่ภายนอกร่างกาย (exoskeleton) และมีไขเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย  เคลื่อนไหวได้โดยมีระบบกล้ามเนื้อ ร่างกายของแมลงแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อกและท้อง  มีปีก 1-2 คู่  มีขา 3 คู่ อยู่ที่ส่วนอก และมีการเจริญเติบโตด้วยการลอกคราบ

        2.1  วิวัฒนาการของแมลง

         แมลงถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ มานับร้อยล้านปี มีรายงานการพบซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ของนักกีฏวิทยา  พบว่าแมลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 400 ล้านปี และมีรายงานการพบซากดึกดำบรรพ์ของแมลงสาบในประเทศอินเดีย  จากซากดังกล่าวพบว่าเดิมแมลงมีการดำรงชีวิตแบบอิสระ มีขาที่ใช้วิ่งหนีศัตรู ต่อมามีวิวัฒนาการทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อให้เหมาะกับการอยู่รอด เช่น ตาที่เป็นตารวมสามารถเห็นภาพได้รอบทิศทาง ปากที่ซ่อนอยู่ภายในที่เหมาะกับการดำรงชีวิตเหมาะกับสภาพอาหารที่ใช้  มีการพบซากแมลงที่คล้ายแมลงปอในปัจจุบันแต่มีขนาดใหญ่เมื่อกางปีกวัดได้ขนาดถึง 71 เซนติเมตรและพบว่าแมลงโบราณมีวิวัฒนาการของเส้นปีกน้อย คือจะมีเส้นปีกจำนวนน้อย เช่น แมลงสาบ  ชีปะขาว ส่วนแมลงที่มีวิวัฒนาการมากขึ้นเส้นปีกจะหลอมรวมกัน เช่น  แมลงในกลุ่มของผึ้ง ต่อ แตน ในระยะที่เป็นตัวอ่อน พบว่าแมลงโบราณจะมีตุ่มปีกอยู่บนหลังซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหลบซ่อนตัวและเคลื่อนที่ในที่คับแคบ  ปัจจุบันพบว่าตุ่มปีกบนหลังตัวอ่อนลดรูปลงทำให้ซ่อนตัวและเคลื่อนที่ในที่แคบสะดวกยิ่งขึ้น  เป็นการวิวัฒนาการเพื่อให้แมลงอยู่รอด การวิวัฒนาการนับล้านปีที่ผ่านมาส่งผลให้แมลงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการมีวงจรชีวิตสั้น ขนาดร่างกายมีขนาดเล็ก ว่องไว ไข่มาก  ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังแหล่งอาหารต่างๆได้ง่ายและเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้มานับล้านปี

    2.2  ชีววิทยาของแมลง

 โครงสร้างภายนอกของแมลงแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ หัว อกและท้อง โดยที่ส่วนหัวมีตาปากและหนวด  ส่วนอกมีระยางค์ที่สามารถเคลื่อนไหว ได้แก่ ปีก 1-2 คู่ และขา 3 คู่  ส่วนท้องจะมีอวัยวะที่ใช้สืบพันธุ์และวางไข่   

ส่วนหัวของแมลงมีตา ซึ่งตาแมลงแบ่งได้เป็น  2 แบบ คือ

                  1. ตาเดี่ยว  ซึ่งมี 1-3 ตา ขึ้นอยู่กับชนิดของแมลงและอยู่บนหัวของแมลง  บางชนิดไม่มีตาเดี่ยว  ตัวเต็มวัยที่มีตาเดี่ยวจะอยู่บนหัวด้านหน้าหรือด้านหลังหัว  ซึ่งทำหน้าที่จับความเคลื่อนไหวของวัตถุที่เข้ามาใกล้  ส่วนตัวอ่อนของแมลงบางชนิดมีตาเดี่ยวอยู่ด้านข้างได้ 1-7 ตา(ภาพที่ 2)

                 2. ตารวมหรือตาประกอบ มี 2 ตา มีขนาดใหญ่กว่าตาเดี่ยว อยู่ทางด้านข้างค่อนไปทางด้านหลังของหัวแมลง  มีโครงสร้างเป็นแผ่นรูปหกเหลี่ยมเล็กๆมาต่อกันเชื่อมโยงกับเส้นประสาท ทำหน้าที่รับภาพและส่งไปยังสมอง  (ภาพที่ 3) 

หัวของแมลงมีหนวด  อยู่ที่ด้านหน้าของส่วนหัวใต้ตามีหน้าที่รับความรู้สึกจากการสัมผัส ใช้ดมกลิ่น หรือใช้ฟังเสียงได้ และใช้จำแนกชนิดของแมลงได้  ปัจจุบันแบ่งได้เป็น  14   แบบ คือ (ภาพที่  2.4)

1. หนวดรูปเส้นด้าย  เป็นปล้องรูปทรงกระบอกยาวขนาดเท่าๆกัน ได้แก่ หนวดของแมลงสาบ  หนวดของตั๊กแตน 

2. หนวดรูปขน เป็นปล้องยาวไม่เท่ากัน  โคนหนวดจะยาวกว่าปลายหนวด เป็นเหมือนขนเส้นสั้นๆ ได้แก่ หนวดของแมลงปอ

3. หนวดแบบสร้อยลูกปัด  เป็นปล้องกกลมขนาดเท่ากัน  เหมือนสร้อยลูกปัดร้อยเป็นเส้นสาย ได้แก่ หนวดของปลวก   

4. หนวดแบบกระบอง จะมีปลายหนวดใหญ่กว่าโคนหนวด ได้แก่ หนวดของแมลงช้าง ผีเสื้อกลางวัน

5. หนวดแบบลูกตุ้ม ปลายหนวด 3 ปล้องสุดท้ายขยายใหญ่เหมือนลูกตุ้ม  ได้แก่ หนวดของด้วงเจาะผลไม้

6. หนวดแบบข้อศอก หนวดปล้องแรกที่โคนจะยาว ปล้องถัดไปจะหักงอเป็นรูปข้อศอก ได้แก่  หนวดของมด

7. หนวดแบบพู่ขนนก หนวดมีลักษณะเหมือนขนนก ปล้องทุกปล้องมีขนยาวออกมารอบๆปล้อง ได้แก่  หนวดของยุงตัวผู้

8. หนวดแบบปล้องไผ่ หนวดมีลักษณะคล้ายหนวดแบบพู่ขนนก แต่ปล้องทุกปล้องมีขนขนาดสั้นๆ และจำนวนน้อยกว่าออกมารอบๆปล้อง ได้แก่ หนวดของยุงตัวเมีย

9. หนวดแบบฟันเลื่อย หนวดมีลักษณะคล้ายซี่ฟันเลื่อยหรือเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อกัน ได้แก่  หนวดของแมลงทับ   ด้วงดีด

10. หนวดแบบฟันหวี    หนวดมีลักษณะคล้ายฟันหวีเรียงกันเป็นแถวทางเดียวกัน ได้แก่  หนวดผีเสื้อยักษ์

11. หนวดแบบใบไม้ (lamelate) ปล้องที่ด้านปลายหนวดขยายใหญ่เป็นแผ่นใบไม้ ได้แก่  หนวดของด้วงมะพร้าว

12. หนวดแบบแผ่นใบไม้ (flabellate)  คล้ายกับแบบใบไม้แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก ได้แก่ หนวดของผีเสื้อกลางคืน

13. หนวดแบบเคียว  ปล้องสุดท้ายของหนวดจะมีปลายโค้งคล้ายเคียวยาว  ได้แก่หนวดของเหลือบ

14. หนวดแบบอริสต้า ปล้องสุดท้ายของหนวดขยายใหญ่ มีขนเส้นสั้นๆยื่นออกมา ได้แก่  หนวดของแมลงวันบ้าน

หนวดรูปเส้นด้ายหนวดรูปขน

 

 

 

รูปร่างของหนวดแมลง

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s